บล็อกนี้อยู่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution Non-Commercial No-Derivative 3.0 License

myth

          การ์ตูนญี่ปุ่นแนวแฟนตาซีที่​โดดเด่นมาก​ ​นักอ่าน​ส่วน​ใหญ่​จำ​ได้​ ​ช่วงนี้คง​ไม่​พ้นเบอร์​เซิร์ก​ ​(​เพราะ​มันยาวสุดๆ​ ​แล้ว​ยัง​ไม่​จบ) ​เบอร์​เซิร์ก​เป็น​การ์ตูนที่มีลายเส้นเตะตามาก​ ​โดย​เฉพาะ​เล่มแรกๆ​ ​เพราะ​พี่​แกเล่นวาดแบบแทบ​ไม่​ใช้​สกรีนโทนเลย​ (ดูๆ​ ​ไปคล้ายภาพสเก็ตช์) ​โหด​ ​เลือดสาด​ ​ตาถลน​ ​ไส้ทะลัก​ ​สมองไหล​ ​เนื้อเรื่องเนียนสุดๆ​ ​องค์ประกอบทางแฟนตาซีชัดเจน​ ​ลงตัวมาก​ ​และ​ยัง​โดดเด่น​เป็น​เอกลักษณ์​ ​ช่วงหลังภาพโหดน้อยลงหน่อย​ ​แต่ดู​ยัง​ไงก็​ยัง​ไม่​ใช่​แฟนตาซีชวนฝัน​ (เหตุผลนึงคือ​เพราะ​เนื้อเรื่องมันมืดมนไปหน่อย)

อ่านเรื่อง​ทั่ว​ไปเกี่ยว​กับ​เบอร์​เซิร์ก​ ​(​ถ้า​เขียนเสร็จ​แล้ว​จะ​ทำ​ลิงค์ที่นี่)

          ใน​ช่วงแรกๆ​ ​เบอเซิร์กดำ​เนินเรื่องผ่าน​ (สิ่งที่ดู​เหมือน​จะ​เป็น)​ ​ยุ​โรป​ ​การแปล​ยัง​ดำ​เนินไป​ได้​ด้วย​ดี​ไม่​มีปัญหาอะ​ไร​ ​ต่อมา​เมื่อพวกตัวเอก​ต้อง​เข้า​ไปข้องเกี่ยว​กับ​อาณาจักรกุษาณ​ ​(​ใน​เรื่องแปลว่าคูชาน) ​ก็​เริ่มมีภาษาสันสกฤตทะลัก​เข้า​มา​ใน​เนื้อเรื่องมากขึ้นเรื่อยๆ​ ​แล้ว​ผู้​แปลก็จนปัญญาที่​จะ​ถอด​ให้​เป็น​ภาษา​ไทย​ ​(​เพราะ​เสียง​ใน​ภาษาญี่ปุ่นมี​เพียง​ 114 ​เสียง​ ​ซึ่ง​ไม่​พอถอดเสียงสันสกฤต) ​เลยปล่อยค้าง​ไว้​อย่าง​นั้น​หลายคำ​ ​ทำ​ให้​อรรถรสของเรื่องเสียไปอย่างน่า​เสียดาย​

          ผมเลยมี​ความ​คิดที่​จะ​ลองเอาคำ​ศัพท์​เหล่านี้มาถอดเสียงตามหลักที่ถูก​ต้อง​ ​แล้ว​เขียนลง​ blog ​ดูครับ​ ​ต่อไปนี้​เวลาอ่านเบอร์​เซิร์ก​จะ​ได้​เพิ่มอรรถรสขึ้นอีกนิด​ (มั้ง) ​เนื่อง​จาก​เบอร์​เซิร์กเล่มเก่าๆ​ ​ฝุ่นจับไปหมด​แล้ว​ผมเลย​ไม่​แน่​ใจว่ามีคำ​สันสกฤตคำ​ไหนบ้างที่ผม​ยัง​ไม่​ถอด​ ​ใครเจอคำ​ไหนที่ผม​ยัง​ไม่​ได้​เขียน​ถึง​ก็​ช่วย​เตือนมาหน่อย​แล้ว​กัน​ครับ​

          จะ​เริ่มล่ะนะครับ​ ​คำ​ที่​เป็น​ตัวหนาคือภาษาสันสกฤต​ ​ส่วน​ใน​วงเล็บคือการถอดเสียงตาม​ฉบับ​การ์ตูน​

          ศิรัต (ชีรัท) ​ที่จริงก็​ไม่​ใช่​คำ​หรอกครับ​ ​เป็น​ชื่อน่ะ​ ​คือคนที่ออกมาสู่​กับ​กัซตั้งแต่ภาคยุคทอง​ ​มีท่วงท่า​และ​อาวุธประหลาดมาก

 

 


คนที่ยืนเก๊ก​อยู่​ตรงกลางคือสิลัต​

          ปิศาจ (บิชาจา) ​อันนี้คนไทยคงรู้จัก​กัน​ดี​อยู่​แล้ว​ ​ถามว่า​ ​อ้าว​ ​แล้ว​ไอ้ตัวประหลาดที่ออกมาสู้​กับ​พวกกัซตั้งแต่ต้นเรื่องนั่น​ไม่​ใช่​ปิศาจเหรอ​ ​อันนี้คนละ​ความ​หมาย​กัน​ครับ​ ​ถ้า​ว่า​กัน​ตามฝรั่งก็​ต้อง​บอกว่าพวก​นั้น​มัน​เป็น​ demon ​คนละสายพันธุ์​กัน​ ​เพราะ​ว่ามา​จาก​คนละตำ​นาน​กัน​ ​มีลักษณะ​แตกต่าง​กัน​

          กุษาณ (คูชาน) ​อาณาจักรชื่อกุษาณมีจริงๆ​ ​ใน​ประวัติศาสตร์นะครับ​ ​อยู่​ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย​ (เมืองหลวงของอาณาจักรนี้ปัจจุบันคือเมืองเปชะวาร์​ซึ่ง​อยู่​ใน​ปากีสถาน) ​แต่​ใน​เรื่องนี้สงสัย​จะ​เมคเอง​ ​แค่​เอาชื่อ​และ​บรรยากาศแบบอินเดียมา​ใช้​

          กนิษกะ (กนิชกะ) ​เป็น​ชื่อของกษัตริย์ที่ก่อตั้งอาณาจักรกุษาณครับ​ ​นับถือศาสนาพุทธ​ด้วย​นะ​

          รากษส (รัคชาส) ​เป็น​อสูรที่มี​ความ​สามารถ​แปลงร่าง​ได้​ ​และ​มีฤทธิ์มากครับ​ ​เหมือนพวกยักษ์ๆ​ ​ที่​โผล่มา​ใน​รามเกียรติ์นั่นแหละ​ (อันที่จริงที่​ใน​เรื่องรามเกียรติ์​เรียกว่ายักษ์​ ​ส่วน​ใหญ่​เป็น​รากษสต่างหากครับ)

 

 


ภาพรากษส​ใน​เรื่องเบอร์​เซิร์ก​

          มกร (มาคาล่า) ​หรือ​ก็คือมังกรนั่นแหละครับ​ ​แต่​เป็น​มังกรแบบดั้งเดิมแบบฮินดู​แบบที่​เป็น​พาหนะ​ให้พระพิรุณใน​ตำ​นานของฮินดู​ ​ใน​ภาษาบาลี​ ​คำ​ว่ามังกรแปลว่า​ ​"​ผู้​ส่ายปาก​ใน​การจับสัตว์​" ​ซึ่ง​บางครั้ง​ใน​ภาษาสันสกฤตหมาย​ถึง​จระ​เข้​ได้​ด้วย​ (จระ​เข้มันส่ายปาก​ด้วย​เหรอครับ​? ​ใครมี​ความ​รู้บอกทีสิ) ​ต้อง​ขออภัย​ด้วย​ครับที่​ไม่​มีรูป​ ​ผมหาที่สวยๆ​ ​ไม่​ได้​จริงๆ​

          ปราณ (พลาน่า) ​เป็น​พลังงานอย่างหนึ่งมา​จาก​ชีวิตของเราครับ​ ​เรื่องปราณนี่จริงๆ​ ​แล้ว​ก็​ไม่​ใช่​แฟนตาซีสัก​เท่า​ไหร่​ ​ออก​จะ​กึ่งๆ​ ​ระหว่าง​ความ​เชื่อ​ ​วิทยาศาสตร์​และ​ปรัชญา​ ​คล้ายๆ​ "ชี่​" ​หรือ​กำ​ลังภาย​ใน​ของจีน​

          ทุรคา (โดลก้า) ​เป็น​ภาคหนึ่งของพระอุมา​เทวี​ ซึ่ง​มีลักษณะดู​โหดร้ายน่ากลัวมาก​ ​เพราะ​เกิดมา​เพื่อกำ​ราบอสูร​ ​ชื่อของพระทุรคา​แปลว่า​ ​"​เข้า​ไป​ไม่​ถึง"​ ​มี​แปดกร​และ​ทรงอาวุธต่างๆ​ ​มีสิงโต​เป็น​พาหนะ​ (แต่​เรื่อง​ความ​ดุร้ายน่ากลัว​ยัง​แพ้ภาค​ "กาลี​" ​ซึ่ง​ผมคาดว่า​เป็น​ที่มาของ​ความ​กลัวเมียของพระศิวะกระมัง​?) ​สา​เหตุที่​ใน​เรื่องเอาทุรคามาพูด​ถึง​คง​เป็น​เพราะ​เป็น​ "​เทพคลั่ง" ​ที่มีหน้าที่​ "กำ​จัดอสูร"

 

 


เจ้า​แม่ทุรคา​ ​หน้าตาน่ากลัว​ใช้​ได้​เลย​ใช่​ไหมล่ะครับ​

          กุณฑลิณี (คุงดาลินี) ​เป็น​พลังอย่างหนึ่ง​ใน​ทางโยคะ​ ​กระตุ้น​จาก​จักระบริ​เวณก้นกบ​ ​ไหลผ่านแนวกระดูกสันหลังขึ้นไป​ยัง​กระหม่อม​ ​คำ​ว่ากุณฑลิณีมี​ความ​หมายว่า​ "ขดตัวเหมือนงู​" ​ว่า​กัน​ว่า​ผู้​ที่​สามารถ​กระตุ้นพลังกุณฑลิณี​ให้​ตื่นขึ้น​ได้​หาก​ไม่​เป็น​บ้า​เสียสติ​ไปเลย​เพราะ​ธาตุ​ไฟแตกก็​จะ​มีอภิญญาขึ้นมา​ (ฟังดูคล้ายๆ​ ​ธนู​ใน​เรื่องโจโจ้​เลยแฮะ​ ​ถ้า​ไม่​ตาย​จะ​กลาย​เป็น​ผู้​ใช้​สแตนด์) ​ใครสนใจอยากมีพลังพิ​เศษติดต่อผม​ได้​นะครับ​ ​ผมหาวิธีฝึก​ให้​ได้​ ​แต่​เป็น​อะ​ไรไป​ไม่​ขอรับผิดชอบนะ​

 

 


สัญลักษณ์​แทนการตื่นของพลังกุณฑลิณีครับ​ ​ต่อมา​ความ​หมายถูกเปลี่ยนไป​เป็น​ปัญญา​และ​การเล่นแร่​แปรธาตุ​ ​แล้ว​ก็ถูกเปลี่ยนไปอีก​เป็น​เภสัช​และ​สมุนไพร​

          หน้าตาคุ้นๆ​ ​มั้ยครับ​? ​เหมือนสัญลักษณ์อะ​ไร​ใน​เรื่องน้อ​ ... ​จริงๆ​ ​แล้ว​สัญลักษณ์นี้​เขา​เปรียบ​กับ​การเคลื่อนพลัง​จาก​จักระด้านล่างขึ้นไป​ถึง​ข้างบนครับ​ ​ขนนกแสดง​ให้​เห็น​ถึง​การตื่นของพลัง​

          ครุฑ (การูด้า) ​เป็น​ที่รู้จัก​กัน​ดี​อยู่​แล้ว​นะครับ​ ​เป็น​สิ่งมีชีวิตรูปกายเหมือนครึ่งคนครึ่งนกอินทรี​ (อินทรี​เท่า​นั้น​นะครับ​ ​ถ้า​ไปเหมือนนก​อื่น​นี่​ไม่​ใช่​ครุฑ) ​มีพละกำ​ลังมหาศาล​ ​รวด​เร็ว​ ​มีสติปัญญา​เฉียบคม​ ​เป็น​พาหนะของพระนารายณ์​ ​และ​ได้​รับพร​ให้​เป็น​อมตะครับ​ (โดนวัชระ​ ​หรือ​สายฟ้าของพระอินทร์เข้า​ไป​ ​ขนร่วงแค่​เส้นเดียวอะ​ ​คิดดูละ​กัน)​

          ทาคะ (ดาก้า) ​นักบวชชาย​ใน​นิกายตันตระที่ทำ​หน้าที่ส่งวิญญาณ​ให้​กับ​ผู้​ตาย​ ​ถ้า​เป็น​ผู้​หญิงเรียกว่าทาคินี​ ​กล่าว​กัน​ว่ามีมนตราที่ร้ายกาจมาก​

 

 


ภาพทาคินี​

          ปรมฤษี​ ​สัญญาณิเทวะ (บารามาริชา​ ​เซนยานี​ไดบา) ​ไม่​รู้ถอดเสียงถูก​หรือ​ไม่​ ​แต่คิดว่าน่า​จะ​ใช่​แหละครับ​ ​(​เป็น​แค่ชื่อตัวละคร) [แก้ตามคุณเทร่าแล้วนะครับ]

PS ​หายหน้า​ไปนาน​เพราะ​ไม่​ว่างครับ​ ​จริงๆ​ ​นี่ก็​ไม่​ว่าง​ ​แต่อู้งานมา​เขียน
PPS ​ใน​วงเล็บผม​ไม่​รู้ว่าตรง​กับ​ฉบับ​หนังสือการ์ตูน​หรือ​เปล่านะ​ ​ตอนผมอัพ​อยู่​เล่ม​นั้น​มันหายไปไหนก็​ไม่​รู้​ ​เลยเดาๆ​ ​เอา​จาก​ที่จำ​ได้​ใน​หัว
PPPS ​หายหน้า​ไปนาน​ ​กลับมาอีกที​ใช้​ Exteen ​ไม่​เป็น​แล้ว​ครับ​ ​ใครก็​ได้​สอนทำ​ theme ​หน่อย​ T_T
PPPPS Exteen ​ใช้​ Ajax ​แล้ว​ ​เย้​!

edit @ 9 Dec 2007 15:51:15 by P.S.

โชคดีเป็นของคุณผู้อ่านที่ผมโชคร้ายไม่ได้ไปดูภาพยนตร์เรื่อง "เปิงมาง" อย่างที่ตัวเองต้องการแต่กลายเป็น "Blood and Chocolate" ไปแทน ทำให้มีเรื่องมาเขียนให้ได้อ่านกันในวันนี้

เอาเรื่องย่อก่อนละกันครับ เผื่อว่าใครไม่ใช่คอหนังจะได้พอจะรู้กันว่าผมพูดเรื่องอะไร Blood and Chocolate หรือชื่อในภาษาไทยว่าเจ้าสาวพันธุ์อสูรเป็นเรื่องเกี่ยวกับหญิงสาวคนหนึ่งนามวิเวียน ที่แฝงกายอาศัยอยู่กับมนุษย์ในคราบของคนธรรมดาเดินดิน แต่ในความเป็นจริงแล้วเธอคือหนึ่งในเผ่าพันธุ์ Loup Garou (อ่านว่า "ลูป การู" เป็นภาษาฝรั่งเศส หมายถึงมนุษย์หมาป่าครับ) ซึ่งในยามปกติจะมีร่างกายที่เหมือนกับมนุษย์ธรรมดา แต่หากร่างกายหลั่งเลือดเมื่อไรจะกลายร่างเป็นสุนัขป่า

วิเวียนรอดตายจากการตามล่าของมนุษย์มาอยู่กับสังคมของ Loup Garou ด้วยกัน แต่แล้ววันหนึ่งเรื่องทั้งหมดก็เริ่มต้นขึ้นเมื่อวิเวียนมีความรักกับมนุษย์คนหนึ่งซึ่งทำให้เธอต้องเลือกระหว่างวิถีชีวิตของมนุษย์หมาป่ากับมนุษย์ซึ่งมันขัดแย้งกันเหลือเกิน


ภาพโปสเตอร์หนัง Blood & Chocolate แบบที่ใช้ในต่างประเทศ


ฉบับหนังสือนิยาย

คิดว่าหลายๆ คนคงไม่รู้ว่าเรื่อง Blood and Chocolate นี้ก่อนที่จะมาเป็นหนังภาพยนตร์มันเคยเป็นหนังสือนิยายมาก่อนด้วย

แม้ว่าเนื้อเรื่องโดยทั่วๆ ไปในฉบับหนังสือกับภาพยนตร์จะตรงกัน แต่ก็มีจุดที่แตกต่างกันหลายจุดทีเดียว ถึงขนาดที่ว่าประเด็นของเรื่องพลิกกลับเป็นตรงข้ามเทียวครับ สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุด (และไม่สปอยล์คนที่ยังไม่อ่าน) ก็คือในฉบับนิยายผู้เขียนตั้งใจจะชี้ให้เห็นว่าวิถีชีวิตของมนุษย์หมาป่ากับคนทั่วๆ ไปไม่สามารถไปด้วยกันได้ ในขณะที่ฉบับภาพยนตร์นางเอกกับพระเอกกลับได้รักกันสมใจ


ภาพปกหนังสือ Blood and Chocolate

ตำนานสุนัขป่า

รายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ฉบับหนังสือจะมีมากกว่าฉบับภาพยนตร์ครับ (แหงล่ะ) แต่ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไปดูไม่รู้เรื่อง เพราะในภาพยนตร์ก็เล่าเรื่องย่อๆ ให้พอควร ซึ่งผมชอบตำนานมนุษย์หมาป่าเวอร์ชัน Blood and Chocolate นี้มาก เขาว่างี้ครับ :

พวก Loup Garoux เป็นสายพันธุ์ที่แตกต่างไปจากมนุษย์ เรียกตัวเองว่า Homo lupus (โฮโมแปลว่ามนุษย์ ลูปัสแปลว่าสุนัขป่า ทั้งสองคำมาจากภาษาลาติน) พวกนี้เป็นมนุษย์ที่ได้รับอำนาจในการกลายร่างจากเทวีแห่งดวงจันทร์ ซึ่งถือเป็นพร ไม่ใช่คำสาป พวกลูป การูสามารถกลายร่างเป็นสุนัขป่าได้ดังใจ ไม่จำกัดแต่ในคืนจันทร์เพ็ญ แต่ยิ่งพระจันทร์ใกล้จะเต็มดวงมากเท่าไหร่พวกเขาก็จะยิ่งหักห้ามใจไม่ให้กลายร่างได้ยากมากขึ้นเท่านั้น และในคืนจันทร์เพ็ญ พวกเขาจำต้องกลายร่างเป็นสุนัขป่า พวกลูป การูจะไม่ยอมเผยรูปลักษณ์ของเขาให้ใครรู้เพราะกลัวว่าจะต้องสูญพันธุ์ แร่เงินจะเป็นพิษต่อกระแสเลือดของเขา แต่การจะสังหารลูป การูนั้นไม่จำเป็นต้องใช้เงินเสมอไป อะไรก็ตามที่ทะลวงกระดูกสันหลังของเขาได้ก็ถือว่าใช้ได้ทั้งสิ้น

ที่จริงแล้วในฉบับหนังสือร่างที่พวกเขาแปลงนี้ก็ไม่ได้เหมือนกับสุนัขป่าแท้ๆ อย่างในหนังภาพยนตร์นัก แต่จะมีหูที่ใหญ่ และขาที่ยาวกว่าสุนัขป่าธรรมดาทั่วไป

สัญลักษณ์ที่ปรากฏในเรื่อง

ที่จริงแล้วตอนแรกที่ผมปิ๊งความคิดเรื่องจะเอา Blood & Chocolate มาพูดถึงในบล็อกเนี่ยมันก็หัวข้อนี้แหละครับ แต่ทำไมถึงเขียนถึงเรื่องอื่นไปยาวขนาดนั้นได้ก็ไม่รู้ นี่คงเป็นความขี้โม้โดยแท้

สิ่งแรกที่ทำให้ผมสะดุดใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือชื่อเรื่องครับ เลือดกับช็อคโกแลต ถ้าคิดตรงๆ มันก็ไม่ค่อยจะสื่อความหมายสักเท่าไหร่ แต่ถ้าตีความมันในเชิงสัญลักษณ์แล้วก็น่าสนใจทีเดียวครับ

  • เลือด : ชีวิต, เกียรติยศ, ความต้องการ
  • การหลั่งเลือด : ความตาย
  • ช็อคโกแลต : ความรัก, การอุทิศตน

โดยปกติแล้วการตีความสัญลักษณ์พวกนี้ต้องดูที่เนื้อหาที่จะสื่อด้วยครับ สัญลักษณ์อย่างเดียวกันจึงมีได้หลายความหมายแล้วแต่บริบทของเรื่อง ในที่นี้ที่ผมยกมาเป็นความหมายที่เห็นใช้กันบ่อยๆ ซึ่งก็ต้องนำมาเลือกให้เข้ากับเรื่องอีกที ซึ่งในที่นี้ผมคิดว่า "ความรักและความตาย" น่าจะเป็นความหมายของชื่อเรื่องที่เหมาะสมที่สุด

ยังไม่โดนเท่าไหร่ใช่ไหมครับ กับแค่คำว่าเลือดและช็อคโกแลต ต่อไปนี้เป็นลิสต์ของสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ปรากฏในเรื่องเท่าที่ผมสังเกตเห็น

  1. หมาป่า : ความโดดเดี่ยว, ความผิดบาป
  2. ชื่อของนางเอกคือวิเวียน แปลว่า "ความคล่องแคล่ว"
  3. ชื่อของพระเอกคือไอเดน แปลว่า "ไฟ"
  4. ต่อจากข้อ 3. ไฟ : ความหวัง, อำนาจ และอีกข้อหนึ่งที่น่าสังเกตคือ สัตว์ร้ายทุกชนิดกลัวไฟ ไม่เว้นแม้แต่ ลูป การู
  5. อิงจากคำพูดของหนังช่วงหนึ่ง (ผมจำไม่ได้ชัดว่าฉากไหน)"เมื่อมีการหลั่งเลือด ลูป การูจะเผยให้เห็นถึงรูปลักษณ์ที่แท้จริง" เมื่อการหลั่งเลือดหมายถึงความตาย และหมาป่าหมายถึงบาป การที่พวกลูป การูเอามีดเฉือนตัวเองและกลายร่างในการล่าย่อมหมายถึงตัดสินใจที่จะ "ตาย" และยอมรับ "บาป" แล้ว
  6. เงิน : ความบริสุทธิ์, ศรัทธา การที่ลูป การูแพ้เงิน หมายความว่า "ศรัทธา" สามารถเอาชนะ "บาป" ได้ (ออกแนวศาสนา)
  7. อันนี้ออกแนวศาสนาเหมือนกันครับ นางเอกเจอกับ "ความหวัง" (ไอเดน) ในโบสถ์
  8. แม่น้ำ : พระจิตเจ้า, ความเงียบสงบ, สันติ, อิสรภาพ, ความปลอดภัย "ถ้าเจ้าข้ามแม่น้ำไปได้ เจ้าจะได้รับชีวิตของเจ้า" = อะไรเอ่ย?


อีกภาพหนึ่งที่เห็นปรากฏหลายครั้งในหนัง เป็นรูปปั้นของโรมูลุสกับเรมุสครับ รายละเอียดอ่านได้ที่นี่


หมดแรงแล้วครับ ขอจบตอนนี้ไว้เพียงเท่านี้ดีกว่า ใครที่ยังมีแรงก็มาลิสต์รายนามสัญลักษณ์ของเรื่องนี้ต่อจากผมทีก็แล้วกันนะ


edit @ 2007/04/26 20:18:11

ไชโย! ว่างมาอัพบล็อกแล้ว! หายหน้าหายตาไปเป็นเทอมเลยนะเนี่ย คงเป็นเพราะผมลงทะเบียนเรียนซะเต็ม 22 หน่วยกิตด้วยครับเลยไม่ว่างมาเขียนบล็อกที่นี่ให้เป็นเรื่องเป็นราว แต่ก็คุ้มล่ะ ได้ A มาครองสองตัวแล้ว นั่งรอประกาศผลวิชาต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ ^ ^

พอดีวันก่อนเพื่อนไปดูหนังมาครับ เรื่อง 300 อุเหม่! เห็นเราเป็นเอ็นไซโคลปีเดียไปซะอย่างนั้น กลับมาถามประวัติศาสตร์ใหญ่ คุยไปคุยมาเจ้าตัวถามถึงตำนานของโรมูลุส กษัตริย์องค์แรกของโรมัน

เอาสิครับ ขอมาก็จัดให้ ไปอ่านพร้อมๆ กันเลยก็แล้วกัน ^ ^


ในอัลบา ลองกา อามูลิอุสพระอนุชาของกษัตริย์นูมิทอร์ได้วางแผนชิงราชสมบัติของพระองค์ นูมิทอร์ผู้นี้เป็นราชาผู้สืบทอดบัลลังก์ต่อจากอัสคานิอุสบุตรแห่งเอเนียสผู้รอดชีวิตจากสงครามกรุงทรอย หลังจากที่ถูกอามูลิอุสยึดอำนาจแล้วก็ถูกสั่งคุมขัง

กระนั้นอามูลิอุสก็ยังไม่มั่นใจในความมั่นคงของบัลลังก์จึงส่งเรอา ซิลเวีย บุตรีของนูมิทอร์ไปยังวิหารแห่งเวสต้าเพื่อให้ถือครองพรหมจรรย์เป็นนักบวชหญิงของเทวีเวสต้า เนื่องจากอามูลิอุสต้องการให้เรอาไม่มีบุตร แต่การณ์กลับกลายเป็นว่าเรอาโดนเทพมาร์ส (อะเรสของกรีก) เล่นจ้ำจี้จนตั้งครรภ์ไปเสียอย่างนั้น (บางตำราบอกว่าตอนที่มาร์สมาหานางเรอานั้น มาร์สอยู่ในคราบของสุนัขป่า) นางได้ให้กำเนิดบุตรฝาแฝดคู่หนึ่ง

แน่นอนว่าข่าวนี้สร้างความขัดเคืองให้กับอามูลิอุสอย่างแรง เขาสั่งให้จับนางเรอาฝังดินทั้งเป็น (เป็นการลงโทษนักบวชแห่งเวสต้าที่ละทิ้งพรหมจรรย์) แล้วนำตัวเด็กน้อยฝาแฝดใส่ตะกร้าไปทิ้งแม่น้ำไทเบอร์

เป็นที่น่าสังเกตว่าไม่มีแม้แต่ตำนานเดียวที่เด็กคนใดก็ตามที่ถูกจับไปลอยทิ้งแม่น้ำจะตายตามที่ตัวร้ายของเรื่องต้องการ
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าถ้าท่านต้องการกำจัดทายาทของศัตรูของท่านกรุณาจัดการให้ดับดิ้นเดี๋ยวนั้นเลย อย่าปล่อยให้เท้งเต้งตามยถากรรม เดี๋ยวมันรอด

ปรากฏว่าตะกร้ากลับได้รับการดูแลจากโพรวิเดนเทีย เทวีแห่งพรหมลิขิตให้ถึงฝั่งอย่างปลอดภัย (บางตำนานก็ว่าเป็นไทเบอรินุส เทพประจำแม่น้ำไทเบอร์) และได้รับการเลี้ยงดูจากนางสุนัขป่าตัวหนึ่ง (นัยว่าเป็นเมาคลีไปเสียแล้ว) ภายหลังจึงมีคนเลี้ยงแกะนามฟาอุสตูลุสมาพบเข้า แล้วพากลับไปเลี้ยงดูประหนึ่งลูกแท้ๆ ของตนที่บ้าน

ฟาอุสตูลุสและภรรยานามแอคคา ลาเรนเทียได้ตั้งชื่อให้กับฝาแฝดทั้งสองว่าโรมูลุส และเรมุส

ครั้นเมื่อเจริญวัยขึ้นสองพี่น้องก็ได้รวบรวมสมัครพรรคพวกกลับเข้าสู่อัลบา ลองกา สังหารราชาอามูลุสและคืนบัลลังก์ให้แก่นูมิทอร์อีกครั้ง

โรมูลุสและเรมุสเดินทางกลับไปยังสถานที่ที่ตนได้รับการเลี้ยงดูจากนางสุนัขป่าอีกครั้งแล้วสร้างเมืองขึ้นที่นั่น แต่ทั้งสองกลับทะเลาะกันถึงตำแหน่งที่ตั้งของปราสาทและกำแพงเมือง ในขณะที่โรมูลุสต้องการจะสร้างกำแพงบนเนินพาลาทีน เรมุสกลับต้องการจะสร้างกำแพงบนเนินอาเวนทีนซึ่งมียุทธภูมิที่ดีกว่า ทั้งสองตกลงกันไม่ได้จนในที่สุดโรมูลุสก็ลงมือสังหารเรมุสด้วยมือของตนเอง

โรมูลุสสร้างเมืองของตัวเองต่อไปจนเสร็จและขนานนามมันว่าโรมตามชื่อของตน เขาสถาปนาตนขึ้นเป็นกษัตริย์องค์แรกแห่งอาณาจักรโรม ซึ่งมีประชากรอพยพเข้ามาเรื่อยๆ จนเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่อย่างรวดเร็วในเวลาต่อมา


รูปสลักนี้ด้านล่างจะเห็นพี่น้องฝาแฝดดื่มนมแม่สุนัขป่าอยู่ครับ


edit @ 2007/03/18 20:20:45